5 แบบที่ ทำให้ตายก็ไม่เป็นผลสำเร็จหรอก!

ครั้งคราวก่อนที่จะคิด จะกล่าวกันว่า การบรรลุผลจำต้องทำเช่นไร lucia88 เดี๋ยวนี้พวกเราบางทีอาจกำลังคิดหรือทำอะไรที่นำมาซึ่งการทำให้ มันพังทลาย มันไม่เป็นผลสำเร็จ หรือกำลังทำให้มันยากกว่าเดิม โดยไม่รู้สึกตัวอยู่ ก็เป็นไปได้…

การไม่ใช่คนมีชื่อเสียง และจากนั้นก็ไม่ใช่กลุ่มวัยน้อยร้อยล้าน lucia88 หรือคิดแผนเปิดหลักสูตรสอนร่ำรวย การจะบอกเรื่องการบรรลุผลบางทีอาจมองเคอะเขิน แต่ว่าหาก “ทำให้ตายก็ไม่เป็นผลสำเร็จ” เนี่ย บางทีอาจพอเพียงมาบอกเล่าให้เชิญชวนคิดกันได้อยู่บ้างเช่นเดียวกัน…

อาจจะจะต้องเริ่มจากเห็นด้วยกันก่อนว่า การบรรลุเป้าหมาย อาจไม่มีต้นเหตุที่เกิดจากแนวทางการทำอะไรเพียงแต่ครั้งเดียว หรือสิ่งเดียว แล้วจะเสร็จ มันจะต้องทำอะไรมาหลายๆอย่าง แล้วก็บางสิ่งจำต้องทำใหม่หลายคราว ซึ่งสำหรับในการที่พวกเราจำต้องทำหลายคราว หลายเรื่อง และก็สารพัดสารพันแนวทางนี้เอง มันก็เลยไม่มีสูตรคงที่หรอกว่า ทำแบบงั้น อย่างนี้ แล้วจะเสร็จไปเสียหมด

แล้วสำหรับในการทำอีกครั้งๆนี่เอง บางโอกาสคำตอบก็เป็นอีกทั้งสนับสนุนให้เจริญ และก็ถ่วงการบรรลุผลได้ด้วยเหมือนกัน พวกเราจะต้อง “เลือกทำ” ไม่เช่นนั้นซึ่งก็คือ การพยายามที่ไม่ถูกที่ ผิดทาง…

แม้กระนั้นการจะพูดว่าสิ่งไหนควรจะทำ ไม่สมควรที่จะทำ มันก็บางทีอาจตีกรอบให้ยากอีก เพราะว่านอกเหนือจากจะคาดคะเนอนาคตมิได้แล้ว ยังไม่เคยรู้เพราะว่า แต่ละคนทำเรื่องอะไร แล้วก็มีเป้าหมายการบรรลุผลนั้นที่ที่ไหน ทั้งยังแง่แนวทางการทำธุรกิจ, จุดมุ่งหมายชีวิต หรือหน้าที่การงาน ภาพรวมหัวข้อนี้ก็เลยเป็นเพียงแต่ วิถีทาง แนวทางคิด หรือกรอบคิด (Mindset) สำหรับเพื่อการทำสิ่งหนึ่ง ที่อาจจะพอเพียงจะสะท้อนว่า ทำแบบงี้ถัดไป ให้ตายก็คงจะไม่เป็นผลสำเร็จ ดังต่อไปนี้

5 แบบที่ ทำให้ตายก็ไม่เป็นผลสำเร็จหรอก

1. เอาอย่างเขาตลอด

“การเอาอย่าง” มีหลายแบบ และไม่ใช่เรื่องไม่ถูก บางเวลาเป็นแถวคิดที่ดีด้วยซ้ำ แต่ว่าการ “ตามตลอด” นั้น คงจะไม่ดี เพราะว่านอกเหนือจากพวกเราไม่บางทีอาจตามคนใดกันได้ตลอดในความเป็นจริงแล้ว อาจมีการตามแบบไม่ถูกๆทำนองว่า ราวกับแต่ว่าภายนอก ภายในไม่ใช่ อะไรทำนองนี้

หรือถ้าเกิดวันหนึ่งเขาตัน พวกเราก็ตันไปด้วย หรือถ้าเกิดเขาทำผิดเสียหาย พวกเราก็เสียหายไปด้วย บางครั้งเขาบางทีอาจแก้ไขปัญหาได้ ด้วยเหตุว่าเขาทราบดีว่าทำทำไม แม้กระนั้นพวกเราไม่รู้เรื่อง พวกเราบางทีอาจจัดการกับปัญหามิได้เสมือนเขา รวมๆแล้ว การตามคนไหนกันแน่ได้ตลอดก็เลยเกิดเรื่องยากและไม่รับประกันการบรรลุเป้าหมายอีกด้วย

แต่ว่าจะว่าไปข้อนี้ก็จัดว่าไม่รุนแรง ด้วยเหตุว่าผู้คนจำนวนมากเมื่อตามเขาไป จนกระทั่งจุดเลี้ยวที่ตามมิได้ หรือถูกเหตุการณ์บังคับให้จำต้องยืนด้วยตัวเอง, ไขปัญหาด้วยตัวเอง, จำเป็นต้องไปต่อด้วยตัวเอง แล้วสามารถไปได้ อันนี้ก็ดีแล้วไป รวมทั้งมันพอๆกับว่า พวกเรามิได้ตามเขาตลอดแล้ว นั่นเอง

2. ทำสิ่งที่ควบคุมยากไป / ไม่รู้จัก

ปราศจากความเสร็จใดไม่มีซึ่งปัญหา และไม่ควรต้องทราบทุกๆสิ่งทุกๆอย่างก็เลยจะเสร็จ นั้นเป็นความจริง แต่ว่าการไม่เคยรู้อะไรเลย ทราบน้อยมากไปจนกระทั่ง การที่พวกเราจัดแจงอะไรมิได้เลยนั้น มันก็พอเพียงมองเห็นอยู่ว่าจะเสร็จได้เช่นไร

ข้อนี้ควรระวังตั้งแต่ “ยังไม่เริ่มทำ” ที่แท้อีกทั้งในสิ่งที่ควบคุมมิได้ และก็ความไม่รู้สองหัวข้อนี้จะแยกหัวข้อกันก็ได้ แต่ว่าในแบบหนึ่ง ถ้าพวกเรามองดูทุกๆสิ่งทุกๆอย่างแง่บวกเกินความจำเป็นหมายถึงทำไปก่อน รู้สึกว่าจะควบคุมสิ่งที่ทำเป็น ขจัดปัญหาได้ เพียงพอเอาเข้าจริงก็หมดปัญญา แบบนี้ก็เพราะเหตุว่าความ “ไม่รู้เรื่อง” อยู่เช่นกัน

บางทีอาจเป็นจริงในแง่ว่าจะคอยให้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างพร้อม ทราบทุกเรื่อง คุมได้ทั้งหมดทุกอย่าง อาจมิได้ทำกันพอดิบพอดี แม้กระนั้นอย่างต่ำก็ควรจะพอเพียงทราบ เริ่มเข้าใจ ให้พวกเราประเมินได้ว่า นี่มันไหวไหมไหว รวมทั้งเหมาะสมหรือเปล่าเหมาะสมกับพวกเรา

แล้วก็บ่อย แม้กระทั่งเข้าใจที่ทำมากพอ แม้กระนั้นบางทีอาจไม่ทราบว่า “เดี๋ยวนี้ยังไม่ใช่เวลา” มุ่งหน้าดื้อด้านทำไปก็อาจจะไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากว่าปัจจัยภายนอกหลายชนิดนั้น มันควบคุมมิได้…

อีกประการของสิ่งที่พูดว่า ควบคุมยากนั้น ก็ไม่ใช่แค่ความไม่รู้ เนื่องจากว่าไม่รู้เรื่องพวกเราก็ยังไปเรียนใส่ความทราบได้ แต่ว่าหลายเรื่องถึงทราบ แม้กระนั้นก็ทำเองมิได้ จำต้องพึ่งพิงผู้อื่น สิ่งอื่น ซึ่งถ้าหากเยอะเกินไป มันจะเปลี่ยนเป็นยากโดยทันที หรือถ้าเกิดมองดูเป็นการลงทุน แล้วจะลงทุนให้เองหมดเพื่อควบคุมได้ ก็จำเป็นต้องลงทุนมากยิ่งกว่าผู้อื่น ทุนสูง และก็ มีไม่น้อยที่เข้าเกณฑ์แย่ลงกว่าเดิม

อีกทั้งคุมยาก และก็ความไม่รู้นี้ แม้กระทั่งทำอะไรขึ้นมาได้ ก็จะพบแม้กระนั้นปัญหาเนื่องจากพวกเราไม่รู้เรื่อง สุดแท้แต่ละปัญหาก็แก้ยากเพราะเหตุว่าจะต้องพึ่งคนอื่นๆ แถมถูกโกง โดนหลอกก็ง่าย เพียงพอถึงนี้ครั้งคราวพวกเราจะนึกได้ เนื่องจากว่ารอบกายอาจจะมีให้มีความคิดเห็นว่า ทำในสิ่งที่ไม่รู้จัก ทำในสิ่งที่ไม่มีสติปัญญาควบคุมนั้น มันไปได้ยากจริงๆ

3. ทำเรื่องที่พวกเราขาดเขามิได้

ข้อนี้อาจมีความกำกวมอยู่บ้างในทางว่า พวกเราไม่สมควรพึ่งใครกันแน่ถ้าเช่นนั้นหรือ? ยกตัวอย่างอย่างงี้ดีมากกว่า ถ้าเกิดพวกเรามีเป้าหมายทำอะไรสักอย่าง อาทิเช่น แต่งหนังสือการ์ตูนสักเรื่อง แม้กระนั้นพวกเราเป็นนักวาด ปั้นเรื่องไม่เก่ง ก็เลยหาคนแต่งเรื่องเก่งๆที่วาดไม่เก่งมาทำด้วยกัน แล้วเขาแต่งมาหนึ่งตอน พวกเราก็วาดเสร็จ แล้ว แม้กระนั้นเขายังไม่แต่งถัดมาให้สักครั้ง อาจจะคิดออกว่าเหตุการณ์แบบงี้ห่วยแตกเพียงใด ด้วยเหตุว่าเปลี่ยนเป็นว่าความเสร็จนั้น มีต้นเหตุอยู่ที่บุคคลอื่นเสียครึ่งเดียว…

หรือกรณีเป็นธุรกิจ ก็ดังเช่น การพึ่งพาอาศัยวัตถุดิบแหล่งเดียว หนทางขายหลักที่เดียว กลุ่มนี้อำนาจต่อรองมักเป็นที่หมาย ถ้าถามคำถามว่ารวมๆแล้ว ถ้าหากเป็นตอนเริ่มไม่ผิดอะไรเลย บางทีอาจเป็นสิ่งสำคัญด้วย แต่ว่าตามที่บอกมันเป็นแถวคิด ถ้าเกิดอนาคตไปยัง “ขาดเขามิได้” ก็ให้ระวังด้วยเหตุว่าพังทลายกันมาเยอะแยะ…

ส่วนหนึ่งส่วนใดข้อนี้นับว่าควบคุมมิได้อย่างกับข้อที่แล้วไหม? ส่วนหนึ่งส่วนใดก็ใช่แม้กระนั้นกรรมวิธี แนวความคิด หรือเรื่องราวชอบไม่เหมือนกัน เพราะว่าควบคุมมิได้มีหลายต้นสายปลายเหตุ รากฐานมาจากความไม่รู้ แต่ว่าขาดเขามิได้ เป็นเพียงแต่เหตุเดียวที่หากดี ก็บางทีอาจดีเลยอยู่กันถัดไป แม้กระนั้นหากไม่ดีเมื่อใดอย่างไรก็รอดยากนั่นเอง

4. ทำเพื่อคนอื่นๆ

ข้อนี้บางทีอาจรวมการ “ทำเนื่องจากบุคคลอื่น” อยู่ด้วยก็ได้ แม้กระนั้นกระบวนการทำเพราะเหตุว่าคนอื่นๆมั่นใจว่าโดยมากเพียงพอจะคิดได้ว่ามันยากจะเสร็จ แม้ว่าจะทำออกมาได้ดิบได้ดี แม้กระนั้นมันก็ดูเหมือนจะไม่ใช่การบรรลุเป้าหมายที่พวกเราอยากสักมากแค่ไหน

สำหรับในการ “ทำเพื่อบุคคลอื่น” มันเป็นข้อที่วิจิตร รวมทั้งบางทีอาจยากจะเข้าหัวใจกระทั่งจะได้ทำความเข้าใจบางสิ่งบางอย่าง หลายๆคนมีเงื่อนในใจถูกใจไปอยู่ในการบรรลุผลคนอื่นๆ แล้วในที่สุดเขาก็ไปต่อโดยทิ้งพวกเราเอาไว้ ซึ่งบางครั้งบางคราวเขามิได้ทิ้ง เขาก็จำต้องไปต่อตามธรรมดา พวกเราไปผูกตัวเราไว้กับเขาแต่ก่อนเอง หรือก็เนื่องจากครั้งคราวเขากลัวว่าจำต้องพึ่งพวกเราไปตลอด หากพวกเราไม่อยู่แล้วล่ะ? (เสมือนข้อ 3) ก็เป็นไปได้

ซึ่งแนวทางการทำเพื่อบุคคลอื่นในที่นี้มิได้คือ กระบวนการทำเพื่อสังคมอะไรทำนองนั้น เพราะว่าหากทำเพื่อผู้อื่นในแนวนั้นจริงๆพวกเราจะไม่ได้อยากการบรรลุผล เพราะเหตุว่าเพียงแค่ได้ทำก็จัดว่าเสร็จแล้ว…

แต่ว่าความล่อแหลมก็อยู่นี้ล่ะ ยกตัวอย่างเช่น ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยกล่าวว่าทำเพื่อคู่รัก ทำเพื่อครอบครัว ทำเพื่อเพื่อนพ้อง ก็เป็นสิ่งที่ดี แม้กระนั้นนี่ก็ไม่ใช่เรื่องของการบรรลุผล เนื่องจากพวกเราไม่มีทางเพิ่มเติมอะไรให้ใครกันแน่ได้เต็ม… ไม่มีทาง

ยกตัวอย่างที่คงจะเห็นได้ชัด อย่างเช่นที่พูดว่า พวกเราดำเนินงานเพื่อครอบครัว ซึ่งแท้จริงพวกเราเพียงแค่ปฏิบัติงานเพื่อ หารายได้ มาให้ครอบครัว อันนั้นจะถูกกว่า ด้วยเหตุว่าผลสรุปมันไม่เคยยืนยันว่า เงินนั้นจะเพียงพอ หรือจะทำครอบครัวแฮปปี้ มันยังมีเหตุอื่นๆอีกหลายชนิด แถมเวลา ผัว เมีย ทะเลาะกันขึ้นมา ต่างก็มักอ้างถึงว่าตนเองทำเพื่อครอบครัวแล้ว ถ้าหากอีกข้างรู้สึกได้รับพอเพียงหรือเห็นค่า ก็ไม่น่าทะเลาะกัน…

หัวข้ออยู่ที่บางเรื่องเป็นหน้าที่ ความรับผิดชอบ ถ้าเกิดพวกเราไม่แยกออกให้ดีๆเว้นเสียแต่มันไม่ใช่การบรรลุเป้าหมายแล้วยังเป็นตัวถ่วงการบรรลุเป้าหมายได้ด้วย อย่าวางการบรรลุผลว่า กระทำตามหน้าที่เป็นเสร็จ รับผิดชอบแล้วทีนี้คือเสร็จ มันคนละเรื่องกัน หรือหากจะเรียกว่าเสร็จคุณควรมีผลสรุปมาให้แจ่มชัดซะก่อน ว่าผู้คนเหล่านั้น โดยที่คนเหล่านั้นเป็นคนบอกพวกเราได้ว่าพวกเราทำเพื่อเขาเสร็จ ซึ่งอาจยากมากมายจริงๆ…

อีกแบบก็จะเป็นแถวว่า “การเอาการบรรลุผลของบุคคลอื่นมาเป็นของตัวเอง” ซึ่งไม่ใช่ว่าทำไม่ได้เลย ก็แค่ต้องระมัดระวังการไปนึกว่านี่มันเป็น “พระคุณ” อาทิเช่น ผู้ฝึกสอนนักกีฬาแม้กระทั่งพานักกีฬาเป็นแชมป์ เขาก็ได้โอกาสเปลี่ยนแปลงผู้ฝึกสอน เพื่อปรับปรุงขึ้นไป เป็นต้นว่าจากระดับจังหวัด ไปประเทศ ไปสุดยอด แม้กระทั้งได้แชมป์โลกรวมทั้งยังมีเปลี่ยนแปลงเลย ในขณะที่โน่นเป็นผู้ฝึกสอน หัวหน้าพาเขาไปให้ได้แชมป์โลกนะ ถ้าเกิดไม่แยกประเภทว่า การบรรลุเป้าหมายของผู้ฝึกสอนก็คือทำให้เขามีประสิทธิภาพสูงสุดเพียงแค่นั้น ส่วนตอนแข่งขันหรือการลงมือกระทำก็เป็นของนักกีฬา ถึงแม้นิดหน่อยจะมองเป็นความเสร็จด้วยกัน แม้กระนั้นที่สุดรวมทั้งการบรรลุเป้าหมายของคนใดกันแน่ของมัน…

ตามที่บอกข้อนี้ละเอียดลออ บ้างก็อาจรู้เรื่อง บ้างก็บางทีอาจขัดใจ หากให้มานะสรุปก็คือ ถ้าเกิดบอกเรื่องการบรรลุเป้าหมาย มันก็จำเป็นต้องชัดก่อนว่า อะไรเป็นการบรรลุเป้าหมาย? “เสร็จที่ทำให้เขาเสร็จ” นั้นเป็นไปได้ แม้กระนั้นจำนวนมากจะน้อยอกน้อยใจตั้งแต่ยังไม่เป็นผลสำเร็จ หรือเมื่อเสร็จแล้วควรจะเป็นพระคุณตลอดกาล อันนี้อาจไม่น่าใช่อีก ลึกๆทำเพื่อคนอื่นๆ หรือเพื่อเงื่อนอะไรบางอย่างในใจจะต้องทวนให้ดีๆด้วยเหตุว่าผู้ที่กำกวมแบบนี้ มักมีวันเสร็จ

5. ทำดีที่สุดแล้ว (ผู้เดียว)

นี่ก็เป็นอีกกรอบคิด (mindset) ที่กัดกันการบรรลุผลของผู้คนจำนวนมากบนความไม่รู้ตัว ด้วยคำว่า “เยี่ยมที่สุดแล้ว” แบบอย่างที่คงจะสะท้อนหัวข้อนี้ได้ ก็ ลองคิดดูเวลาพวกเราดูเรื่องของบุคคลอื่นแล้วคิดว่า “เพราะเหตุไรเขาไม่ทำแบบงั้น” ซึ่งชอบตรงเวลาที่พวกเราเห็นอีกทั้งช่องทาง ความสามารถของเขา พอเพียงมันก็ย้อนกลับมาที่ บางคราวผู้อื่นเขาก็มองดูพวกเราแบบนั้นเช่นเดียวกัน ว่าเพราะเหตุไรไม่ทำอะไรบางอย่างบ้าง ในมุมคล้ายคลึงกัน ส่วนมากพวกเราก็มีความคิดว่าพวกเรา “ทำดีที่สุดแล้ว”

ก็จำเป็นต้องทวนมองว่า พวกเรารู้สึกตัวไหมรู้สึกตัว ทำดีที่สุดแล้วจริงๆหรือยังไม่จริง กรรมวิธีที่ยอดเยี่ยมในข้อนี้เป็น “มีแผนในการและก็ตัวชี้วัด” เนื่องจากว่าเมื่อพวกเรามีแผนลงมือกระทำ พวกเราจะทราบดีว่า “จำเป็นต้องทำอะไร” ถ้าเกิดยังทำไม่ครบ ไม่หมด ไม่จบได้ตามแผน จะกล่าวว่าดีเยี่ยมที่สุดแล้วนั้น เป็นพวกเราคิดไปเอง รวมทั้งมันยังไม่ใช่แค่นี้ เนื่องจากถึงแม้ทำครบตามแผนมันบางทีอาจแปลงเป็นว่า “เพียงแค่ทำ” หากมีตัวชี้วัดด้วยพวกเราก็ไม่รู้เรื่องสึกไปเองว่า “ทำพอแล้ว” แล้วก็ถ้ากระทำตามแผน ส่งผลชี้วัด ดีเยี่ยมที่สุดหรือยังนั้น มันจะแจ่มกระจ่างขึ้น…

กลับสู่หน้าหลัก

Leave a Comment

Your email address will not be published.